รายงาน: บังคับสึก ‘พระตี๋’ หรือพุทธไทยไร้ที่ยืนสำหรับ ‘คนพิการ’

2016-08-21 21:47

พระมหาไพรวัลย์ยันบังคับสึกพระตี๋ไม่ได้ พระวินัยไม่อนุญาต ตั้งคำถามทำไมพุทธไทยจึงต้องกีดกันคน ด้านสุรพศ ระบุพุทธไทยชอบตีความเข้าข้าง ‘พระ’ ยืดหยุ่นสำหรับตัวเอง แต่กลับไม่ยอมเปิดพื้นที่ให้คนอื่น เป็นการตีความภายใต้อำนาจมหาเถรสมาคม

ตั้งแต่สมัยพุทธกาล การกำหนดคุณสมบัติของผู้ที่สามารถอุปสมบทและบรรพชาเป็นสามเณรนั้น ถูกบัญญัติอยู่ในวินัยสงฆ์ 227 ข้อ ในจำนวนนั้นมีการกล่าวถึงคุณลักษณะที่ต้องห้ามอย่างความพิการ เช่น คนหูขาด คนเตี้ย คนถูกโบย ถูกแส้ ฯลฯ ว่าเป็นบุคคลที่ไม่สามารถบวชเรียนเป็นพระได้ แต่ในปัจจุบัน บริบททางสังคมต่างๆ เปลี่ยนไปมาก พื้นที่ของคนกลุ่มต่างๆ ทั้งคนหลากหลายทางเพศหรือกลุ่มคนพิการมีมากขึ้น จึงเป็นเรื่องน่าสงสัยว่าพุทธศาสนาแบบไทยที่ยังยึดจารีตปฏิบัติตามตัวอักษรจะสามารถเดินควบคู่ไปกับสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างไร

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ในโซเชียลมีเดียมีการพูดถึงกรณีพระผู้ใหญ่ในจังหวัดจันทบุรีสั่งสึกกลางพรรษาพระตี๋ ไม้สูงเนิน หรือพระเสริมศักดิ์ ธรรมะสโร (อ่านที่นี่) อย่างกะทันหัน โดยให้เหตุผลว่าเป็นการผิดจารีตประเพณีการบวชเพราะพระตี๋เป็นบุคคลพิการ ร่างกายเตี้ย จึงเป็นภาระของพระสงฆ์รูปอื่น โดยเขามีส่วนสูง 99 เซนติเมตรและน้ำหนัก 15 กิโลกรัม

จากกรณีของพระตี๋ ทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนในสังคมออนไลน์ที่ต่างถามถึงเหตุผลและความเหมาะสมของการสั่งสึกดังกล่าว รวมทั้งต่างแสดงความเห็นใจต่อพระตี๋เพราะเห็นความตั้งใจในการปฏิบัติธรรม อีกทั้งพระตี๋เองก็สามารถปฏิบัติกิจสงฆ์ได้ไม่ต่างจากพระรูปอื่น

พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ ให้สัมภาษณ์กับประชาไทถึงเรื่องดังกล่าว โดยชี้ว่า หากดูตามพระธรรมวินัยแล้ว ไม่สามารถบังคับสึกได้ แม้จะเป็นคนเตี้ยซึ่งถูกจัดอยู่ในคน 32 ประเภทที่ห้ามบรรพชา (บวชเณร) และห้ามอุปสมบทก็ตาม เพราะตามหลักแล้ว จะต้องใช้การปรับโทษกับคนที่บวชให้ ซึ่งเป็นเพียงโทษขั้นเบาที่สุดอย่างการอาบัติทุกกฎเท่านั้น การสั่งให้สึกดังกล่าวจึงถือเป็นการทำนอกเหนือพระวินัย

“การห้ามไม่ให้คนพิการเข้ามาบวชนั้นเกิดขึ้นตั้งแต่ยุคแรกๆ ของการเผยแพร่ศาสนา มีเรื่องของการระวัง เช่น ความกลัวว่า หากมีคนพิการเข้ามาบวชในพระพุทธศาสนามาก จะทำให้พุทธศาสนากลายเป็นที่อยู่ของคนเหล่านี้ จนไม่ไปทำมาหากิน และกังวลว่าจะเป็นภาระคนอื่น หากไม่สามารถปฏิบัติศาสนกิจหรือปฏิบัติธรรมได้ พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า ‘ไม่สมควร’ ให้บวช แต่ไม่ได้ห้ามโดยสิ้นเชิง

"ทั้งนี้ หากบวชเข้ามาแล้ว ให้ปรับโทษกับคนที่บวชให้ เป็นเพียงโทษอาบัติทุกกฎ ซึ่งเป็นอาบัติที่เบากว่าอาบัติทั้งหมด เป็นความผิดที่เบาที่สุดในบรรดาความผิดทั้งหมดของพระ โดยไม่มีบทลงโทษสำหรับตัวคนบวชที่ถูกบัญญัติไว้แม้แต่ข้อเดียว” พระมหาไพรวัลย์กล่าว

พระมหาไพรวัลย์กล่าวต่อว่า เคสของพระตี๋ เป็นเคสที่คณะสงฆ์จะต้องพิจารณาให้มากขึ้น แต่เดิมในบริบทสังคมอินเดีย เมื่อคณะสงฆ์เห็นคนพิการหรือคนมีอวัยวะไม่สมประกอบมาบวชอาจมีความรู้สึกชวนให้ไม่เกิดความศรัทธา แต่ปัจจุบันสังคมเปลี่ยนไป อีกทั้งพุทธศาสนาในไทยก็ก้าวหน้าขึ้นมาก คนในสังคมไทยซึ่งเป็นคนพุทธจึงอาจรู้สึกไม่ดีในเหตุการณ์บังคับสึกดังกล่าว

"พอคุณไล่สึกแบบนี้ ออกข่าว ออกสังคมออนไลน์ คนก็ต่อว่าคณะสงฆ์มากและตั้งคำถามว่า เหตุใดพุทธศาสนาจึงกีดกันคน ในเมื่อพูดว่าคนเกิดมาเลือกสูงต่ำไม่ได้ แล้วทำไมคนเตี้ยจึงบวชไม่ได้” พระมหาไพรวัลย์กล่าว

อย่างไรก็ดี พระมหาไพรวัลย์ยังตั้งข้อสังเกตว่า หากเป็นคนพิการที่ไม่สามารถบำเพ็ญสมณธรรมหรือกิจสงฆ์ได้ ก็อาจจะไม่ได้รับประโยชน์จากการบวช เช่น คนที่นั่งวีลแชร์ซึ่งไม่สามารถลุกยืนในการทำสังฆกรรมได้ จึงมีแนวโน้มว่าสงฆ์รูปอื่นก็จะไม่อนุญาตให้บวชเช่นเดียวกัน

“พอคุณไล่สึกแบบนี้ ออกข่าว ออกสังคมออนไลน์ คนก็ต่อว่าคณะสงฆ์มากและตั้งคำถามว่า เหตุใดพุทธศาสนาจึงกีดกันคน ในเมื่อพูดว่าคนเกิดมาเลือกสูงต่ำไม่ได้ แล้วทำไมคนเตี้ยจึงบวชไม่ได้”


ด้าน สุรพศ ทวีศักดิ์ นักวิชาการด้านพุทธศาสนา ให้สัมภาษณ์ประชาไท โดยวิเคราะห์ถึงสถานการณ์และปัญหาของพุทธศาสนาแบบไทยๆ ว่า พุทธไทยมักอ้างธรรมวินัยของเถรวาท ซึ่งหากดูธรรมวินัยของเถรวาทในสมัยพระพุทธเจ้าแล้ว กลับมีลักษณะยืดหยุ่นตามบริบทของสังคมมากกว่า เช่น เมื่อมีการบวชเกิดขึ้นครั้งแรก พระพุทธเจ้าไม่ได้บัญญัติพระวินัยเอาไว้ล่วงหน้า การบวชคือการเข้ามาปฏิบัติธรรม ศีล สมาธิ ปัญญา การมีชีวิตที่ดี บรรลุธรรรม ฯลฯ เท่านั้น

การบัญญัติวินัยเกิดขึ้นจากพระที่บวชในระยะหลังๆ มีมากขึ้น บางคนไม่เป็นที่ยอมรับของสังคม ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ เช่น พระมีเมีย มีเพศสัมพันธ์ ฯลฯ วินัยของพระ 227 ข้อจึงเกิดขึ้น ซึ่งครอบคลุมไปถึงเรื่องคุณสมบัติและคุณลักษณะของคนที่จะเข้ามาบวชว่าต้องเป็นอย่างไร เช่น ต้องไม่พิการ ต้องเป็นเพศชาย มีอวัยวะ 32 ประการ ฯลฯ ซึ่งข้อห้ามต่างๆ เหล่านี้ เกิดขึ้นอย่างเหมาะสมกับสังคมในเวลานั้น การบัญญัติวินัยแบบนี้จึงอาจใช้ไม่ได้แล้วในสถานการณ์ปัจจุบัน

“ในภาวะปัจจุบันสังคมเปลี่ยนไปมากแล้ว คนพิการ ผู้หญิง เพศที่สาม ที่สี่ ฯลฯ มีพื้นที่ทางสังคมเยอะขึ้น แต่พุทธไทยเรายังยึดวินัยที่ถูกบัญญัติไว้ตั้งแต่สมัยโบราณ ยึดติดการตีความตามตัวอักษร นอกจากนี้ การตีความยังอยู่ภายใต้อำนาจกฎหมายคณะสงฆ์หรือมหาเถรสมาคม ซึ่งเป็นอำนาจที่แข็ง ไม่ยืดหยุ่น ไม่ผ่อนปรน ไม่เปิดพื้นที่ให้กับความคิดที่ก้าวหน้า และไม่ให้โอกาสกับความหลากหลายของคนในโลกสมัยใหม่ แต่กลับยืดหยุ่นสำหรับตัวเอง เช่น เวลาตีความเรื่องภิกษุณีคุณตีความทุกตัวอักษรเป๊ะ แต่เวลาตีความเกี่ยวกับข้อวัตรปฏิบัติของพระ กลับยืดหยุ่นเข้ากับยุคสมัยทุกอย่าง

"ในวินัยสมัยพุทธกาลนั้นไม่มีการอนุญาตให้บวชเรียนหนังสื่อเป็น ตรี โท เอก แต่คุณก็ตีความว่ามันทำได้ วินัยไม่ได้บัญญัติเลยว่า ต้องมีองค์กรสงฆ์ตามกฎหมายแบบมหาเถรสมาคม แต่ก็ตีความว่ามีได้ วินัยตามตัวอักษรจริงๆ ห้ามพระรับเงินและทอง ทุกวันนี้พระก็รับได้ อ้างว่าเป็นไปตามสังคมสมัยใหม่ นี่มันคือการยืดหยุ่นสำหรับตัวเอง แต่กลับไม่ยอมเปิดพื้นที่ให้คนอื่น” สุรพศกล่าว

เขาเสริมว่า สังคมไทยไม่ซื่อสัตย์ต่อหลักการ มีการตีความหลักการแบบศรีธนญชัย เพื่อเอื้อประโยชน์แก่ฝ่ายที่มีอำนาจ โดยไม่ได้คำนึงถึงสิทธิของคนชายขอบทางศาสนา เช่น ผู้หญิง เพศที่สาม คนพิการ ฯลฯ เพราะไม่ได้สนใจความเป็นคนของคนเหล่านั้น จึงอาจต้องใช้เวลานานมากในการตั้งคำถามหรือวิพากษ์วิจารณ์เพื่อการแก้ไขในระยะยาว

“ธรรมวินัยเป็นอุบายวิธี ไม่ใช่สัจธรรม อุบายวิธีก็คือวิธีการที่ทำให้คนเราเรียนรู้เพื่อมีประสบการณ์ต่อความจริง หากเป้าหมายของการเรียนรู้คือความสงบทางจิตใจและความเป็นอิสรภาพภายในแล้ว พุทธศาสนาก็เป็นสิ่งที่ทุกคนควรรับรู้ด้วยตนเอง ในนิกายอื่นอย่างมหายาน เซ็น วัชรยาน ฯลฯ เขาจับประเด็นนี้ถูก จึงมีความยืดหยุ่นมาตลอด การมีภิกษุณีของเขามันเป็นเรื่องปกติ นักบวชของเขาก็มีได้หลายประเภท ทั้งนักบวชที่มีครอบครัวและไม่มีครอบครัว หรือถือพรหมจรรย์ก็มี”

นอกจากนี้ สุรพศเสนอให้แยกองค์กรศาสนาให้เป็นองค์กรเอกชน โดยเชื่อว่าจะช่วยให้อำนาจการตีความที่เดิมเคยขึ้นกับมหาเถรสมาคม ซึ่งตีความธรรมวินัยในลักษณะที่เป็นอำนาจนิยม มีการแยกกลุ่มและมีอิสระที่จะตีความมากขึ้น จนอาจเป็นไปได้ว่า บางสำนักที่มีความพร้อมรับคนพิการก็สามารถรับเพื่อเรียนรู้ปฏิบัติธรรมในเพศของนักบวชได้

“การที่เราให้คนนั่งวีลแชร์บวชไม่ใช่สิ่งที่ผิด ถ้าสงฆ์หรือชาวพุทธในกลุ่มนั้นๆ ยอมรับ เพราะการเป็นพระขึ้นอยู่กับการปฏิบัติด้วย ไม่ใช่แค่พิธีกรรม ความเป็นพระในเชิงนามธรรมนั้นเป็นเรื่องของจิตใจ แต่ทั้งหมดนี้ก็ขึ้นอยู่กับการตีความว่า อำนาจนั้นอยู่ที่กลุ่มใด” สุรพศเสริม

นอกจากนี้ สุรพศกล่าวเช่นเดียวกับพระมหาไพรวัลย์ว่า ‘ในแง่ธรรมวินัย การสั่งสึกนั้นทำไม่ได้’ เพราะคนที่ต้องถูกปรับอาบัติคือคนที่บวชให้ ซึ่งต้องว่ากันตามธรรมเนียม

“หากถามว่า ทำไมคนไม่ต่อต้านการสึกแบบนี้ มันก็เป็นคำถามเดียวกันกับการถามว่า ‘ทำไมไม่เรียกร้องให้ปล่อยไผ่ ดาวดิน’ พวกเราเป็นสังคมที่ไม่มีความรู้สึกอ่อนไหวต่อคนเล็กคนน้อยที่ถูกละเมิดสิทธิ ละเมิดความเป็นคน เราเป็นสังคมที่ถูกปลูกฝังให้ซาบซึ้งในความดีงามของคนข้างบนเสียมากกว่า” เขาทิ้งท้าย